Cockroach & Me...

posted on 28 Mar 2009 22:57 by gustzz  in diary

เรื่องของเรื่องมันมีอยู่ว่า...

 

 

...

 

 

...

 

 

...

 

 

...

 

 

...

 

 

...

 

 

...

 

 

ไอ้ตัวนี้...

 

 

...

 

 

...

 

 

...

 

 

 

 

...

 

 

...

 

 

...

 

 

(เอาภาพมันมาลงบล็อกเองยังสยองเอง  ยอมบล็อกเบี้ยวเพื่องานนี้โดยเฉพาะ)

 

 

          ตามที่ได้รู้ๆกันอยู่ แมลงสาบ นั้นได้ถือกำเนิดมาตั้งกะยุคโบร่ำโบราณแล้ว และมีหน้าตาน่ารัก น่าหยิก น่าเอารองเท้าไล่ตีดังภาพที่เห็น ซึ่งรูปร่างหน้าตาอันเป็นเอกลักษณ์ของมันนั้น ทำให้ผู้คนส่วนใหญ่นิยมชมชอบ เลี้ยงมันเอาไว้ในบ้านอย่างเอ็นดูและรักใคร่ ให้อาหารมันกินทุก เช้า กลางวัน เย็น หลังอาหาร และก่อนเข้านอน...

 

(ถ้าอยากรู้ อัตชีวะประวัติ ของ แมลงสาบ มากกว่านี้ ก็ กู...เกิล สิ )

 

          เราเชื่อ ว่าหลายๆคน ก็ต้องเคยมี วีรกรรมกับ แมลงสาบ สัตว์เลี้ยงแสนรักสายพันธุ์นี้ด้วยกันทั้งนั้น เพราะฉะนั้นเราจะมาเล่าวีรกรรมของเรากับมัน ก็แล้วกัน...

 

          ด้วยความที่มันหน้าตาน่ารักนิสัยดีเป็นมิตร แล้ววิ่งเข้าหาแทบทุกคนที่ขวางหน้า ทำให้เราเป็นคนหนึ่ง ที่ เกลียด แมลงสาบ... ไม่ได้กลัว แต่เกลียดเข้าใจมะ!!!? ความเกลียดนี้... มันเริ่มฝังรากหยั่งลึกลงไปตั้งแต่ตอนที่เรายังเอ๊าะๆอยู่...

 

 

          ตอนนั้น... ด้วยความที่เราเป็นเด็กน้อยน่ารัก และไร้เดียงสา (ตอนนี้ก็ยังเป็นอยู่นะ) เราจึงยังไม่ค่อยได้พบรักสบตาก็เจ้าแมลงที่มีชื่อเสียงเรียงนามว่า แมลงสาบ สักเท่าไหร่...

 

 

          วันหนึ่ง... แสงแดดอ่อนๆยามเช้าส่องกระทบกับใบหน้าของเด็กน้อยคนหนึ่ง ขณะที่ยืนรอรถรับส่งเพื่อไปโรงเรียนกับแม่ ขณะที่ทั้งคู่ยังอารมณ์ดีเอิบอิ่มอืดกับอาหารมื้อเช้าอยู่นั้น... เด็กน้อยก็พลันเหลือบสายตาไปเห็นสิ่งมีชีวิตที่น่าพิศวงตัวหนึ่ง เกาะอยู่บนไหล่ของแม่ของเธอ

          'มันเป็นสัตว์เลี้ยงแสนรักของแม่งั้นหรือ...'  เด็กน้อยคิดด้วยท่าทางแอ๊บแบ๊วอย่างน่ารักน่าชัง พลางเหลือบสายตามองเจ้าสิ่งนั้นเป็นระยะ ระยะ เมื่อแม่หันมาเห็นก็ส่งยิ้มให้อย่างอ่อนโยน...

          เจ้าสิ่งนั้น ขยับเขยื้อนขาคู่หน้าสุดของมันพลางขยับหนวดสองเส้นอย่างอารมณ์ดี

          'ว่าไงยัยหนูน้อย กำลังจะไปโรงเรียนงั้นหรือ'  เด็กน้อยคิดว่ามันคงทักทายเธอเช่นนั้น ก่อนจะสะบัดหัวไปมาเพื่อไล่ความคิดบ้าๆนี้ออก... คงเป็นเพราะโลกกำลังร้อนขึ้นเป็นแน่แท้ เธอถึงได้สามารถส่งกระแสจิตคุยกับเจ้าสิ่งนั้นได้เช่นนี้ ในขณะที่กำลังมึนๆเบลอๆอยู่นั้น เจ้าสิ่งนั้นก็เริ่มขยับตัวไปรอบๆไหล่ของแม่ของเธอก่อนที่จะเกาะขึ้นไปบนเส้นผมสีดำสลวยสวยที่ถูกปล่อยสยาย

          "แม่..."  สั้นๆ ห้วนๆ แต่ได้ใจความ เด็กน้อยสะกิดเรียกแม่ของตนทำให้หล่อนหันมามองโดยไม่พูดอะไร

          "ตัวอะไรเกาะอยู่บนผมแม่อะ"  เด็กน้อยว่าพลางชี้ไปที่ไหล่ข้างขวาของแม่ของตน

          "ตัวอะไรหรอ?"  ผู้เป็นแม่ถามอย่างสงสัยใบหน้ายังคงยิ้มแย้มอยู่

          "นั่นอะ!! ดำๆอะ!!"  เด็กน้อยยังคงย้ำถึงเจ้าสิ่งนั้นที่เหมือนว่าขาของมันจะพันเข้ากับเส้นผมที่ถูกสางมาเป็นอย่างดีทำให้มันไม่สามารถขยับตัวไปไหนได้ เจ้าสิ่งนั้นเริ่มส่งกระแสจิตให้เธอช่วยอีกครั้ง

          "หือ...?"  ผู้เป็นแม่ยังคงงงๆอยู่กับสิ่งที่ลูกของตัวเองพูดจึงยกมือขึ้นสางผมเบาๆ และมือที่อ่อนนุ่มนั้นก็ได้สัมผัสกับสิ่งแปลกปลอมบนศีรษะของเธอ...

          เมื่อเจ้าสิ่งนั้นหลุดออกมาเป็นอิสระได้และร่วงลงสู่พื้นตามแรงโน้มถ่วงของโลก มันจึงใช้สัญชาตญาณในการเอาชีวิตรอด สยายปีกเล็กๆสองข้างของมันอย่างรวดเร็วกลางอากาศ ก่อนจะบินพุ่งตรงมาข้างหน้า ด้วยความที่มันมีชั่วโมงบินน้อย มันจึงยังบินได้ไม่มั่นคงนัก... เจ้าสิ่งนั้นบินเซไปมาก่อนจะลงจอดได้สำเร็จ...

          หากแต่การลงจอดของมันหาใช่บนพื้นแผ่นดินอันกว้างใหญ่ไพศาลไม่ เมื่อรู้สึกตัวมันก็พบว่าตัวมันเกาะอยู่บนใบหน้าของเด็กน้อยเสียแล้ว...

          แม้ว่าเด็กน้อยจะไม่รู้จักเจ้าสิ่งนั้นดีนักก็ตาม แต่ความหวาดกลัวก็เริ่มเกาะกุมอยู่ในหัวใจดวงน้อยๆของเธอ ขาเล็กๆของมันดูน่ากลัวกำลังเกาะอยู่บนใบหน้าของเธอ หนวดสองข้างกำลังส่ายไปมาอยู่บนหัวของเธอ ลำตัวเรียวยาวสีดำขลับเป็นมันวาวอยู่บนจมูกน้อยๆที่เธอกำลังใช้หายใจ...

          "มะ... แลง... สาบ...!!!!!!!!!!!!!!!!!"  เสียงหนึ่งตะโกนขึ้นทำให้เด็กน้อยตั้งสติได้อีกครั้ง แม่ผู้แสนใจดีและยิ้มอย่างอ่อนโยนอยู่เมื่อครู่กำลังถือรองเท้าแตะสีฟ้าอยู่ในมือและเตรียมพร้อมที่จะฟาดมันลงมาได้ทุกเมื่อ... ราวกับว่าเจ้าสิ่งนั้นรู้ทัน... สัญชาตญาณของมันบอกว่ากำลังมีอันตราย ปีกที่พึ่งกางบินไปได้ไม่นานถูกใช้งานอีกครั้ง เจ้าสิ่งนั้นบินหนีวนไปรอบๆสุดชีวิต โดยมีแม่ของเด็กน้อยถือรองเท้าคู่ใจไล่ฟาดมันอย่างกระชั้นชิด...

          เด็กน้อยมองภาพเบื้องหน้าอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา แม่ของเธอที่เคยสวยและใจดีขนาดนั้นกลับเปลี่ยนกลายเป็นคนละคนได้ขนาดนี้ ใบหน้าของท่านนั้นดูเคียดแค้นราวกับว่าเจ้าสิ่งนั้นมันเคยฆ่าบรรพบุรุษของเรามาก่อน...

          แผละ!!

          เสียงหนึ่งดังขึ้นพร้อมกับการสิ้นสุดความโกลาหลที่เกิดขึ้น ในสายตาของเด็กน้อยมันช่างแตกต่างกับความเป็นจริงโดยสิ้นเชิง แม่อันบังเกิดเกล้าของเธอจัดการมันได้สำเร็จ!! ใบหน้าของท่านแลดูเปี่ยมไปด้วยความปิติยินดีกับชัยชนะที่พึ่งได้มา... รอยยิ้มอันโหดเหี้ยมกับความสะใจที่แม่สามารถทำให้เจ้าสิ่งนั้นไส้ทะลักเละออกมาป่นปี้ได้อย่างไม่มีชิ้นดี...

 

...

 

 

...

 

 

... 

 

 

เพราะเจ้าสิ่งนั้น...

 

...

 

 

...

 

 

...

 

 

... 

 

 

มันทำให้ แม่ เปี้ยนไป๋!!!

 

 

...

 

 

...

 

 

...

 

 

...

          ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ทนอ่านกันมาจนถึงบรรทัดนี้... (จะมีไหมหนอ...) จะบอกว่าสิ่งที่พิมพ์อยู่ข้างบนนั้นมันมีความจริงเพียงแค่ 0.00000000001% (นี่ก็เวอร์ไป ) มันก็เป็นเรื่องจริงในสมัยเด็กอะนะ ถ้าเล่ากันจริงๆแล้วล่ะก็ มีความยาวไม่เกิน 3 บรรทัด เพราะฉะนั้นบรรทัดที่เหลือก็เป็นส่วนที่เวอร์เกินความเป็นจริงทั้งสิ้น

          ความจริงไม่มีอะไรมากหรอก เพียงแต่อยากหาอะไรมาอัพบล็อกเท่านั้นแล...

 

...

 

           ปล. ขอประทานโทษ ที่ใช้เนื้อที่ในบล็อกสิ้นเปลือง...

 

 

edit @ 29 Mar 2009 00:20:14 by GuTsu

ความทรงจำ

posted on 20 Mar 2009 22:24 by gustzz  in diary

ย้อนระลึกถึงวันวาน... (เมื่อเดือนที่แล้ว

 

 

 

 "โอ้(?) อัมพร... ไพศาล เอิงเอิงเอย... สราญรื่น เอิ๊ง เอิง เอิง เอย เอิง เอิง เอย น่าชมชื่น สมนาม เอิง เอิง เอิง เอิง เอิง เอย ตามวิสัย เอย เอิง เอิง เอิง เอย..."

 

เสียงเพลงโรงเรียน(ทำนองเพลงแขกสาหร่าย) ยังดังก้องอยู่ในหูจนถึงทุกวันนี้ มันเป็นเพลงโรงเรียนที่ข้าพเจ้าใช้ร้องทุกเช้าวันศุกร์ที่อากาศแจ่มใสในขณะเข้าแถว ซึ่งมีความยาวร่วม ๓๐ นาทีได้(เวอร์)

 

โรงเรียนอัมพรไพศาลเป็นโรงเรียนหญิงล้วนที่มีชื่อเสียง(?)ในจังหวัดนนทบุรี และมีกฎระเบียบที่เข้มงวด(?) ทางเดินจากหน้าโรงเรียนเข้าถึงตัวโรงเรียนวัดระยะทางได้กิโลเมตรเศษๆ(เวอร์ได้อีก) ภายในโรงเรียนมีบรรยากาศร่มรื่น เย็นสบาย มองไปทางไหนก็มีแต่สีเขียวของต้นไม้ (สัดส่วนระหว่างตึกเรียนกับป่าเป็น 1:3) ให้ความรู้สึกแบบบ้านนอกๆทุรกันดารไม่น้อย...

 

 

 

 

 

 

ด้วยบรรยากาศสบายๆ แบบนี้ ทำให้เด็กนักเรียนใช้เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ

(สังเกตได้จากทางซ้ายมือของรูป)

 

 

หากคุณเป็นเด็กเรียบร้อยทุกระเบียบนิ้วจริงล่ะก็คุณจะสามารถนั่งตรงนี้ได้อย่างสบายใจ

 

 

 

 

 

 

ทางด้านซ้ายมือจะเป็นกองกลาง ตรงเข้าไปอีกเป็นสนามบาส

 แป้นบาสที่รองรับการกระทบกระแทกจากลูกบาสมานานหลายปีจนมีสภาพอย่างที่เห็น...

 

 

 

 

 

 

ชั่วโมงพละน้ำที่ทุกคนเกลียดแสนเกลียด จนต้องหาเรื่องอ้างโดดเรียนทุกครั้งไป

ที่นี่คุณจะได้เห็นชั้นไขมันส่วนเกินที่เพื่อนคุณสะสมมาแรมปี

 

 

 

 

 

 

หากเรียนๆเล่นๆจนเหนื่อยแล้วล่ะก็ต้องมาพักเติมท้องให้เต็มอิ่มที่นี่

ร้านขายขนมสุดกันดารที่เด็กนับแสน(ได้ข่าวว่าที่โรงเรียนมีสองพันกว่าคน)ต้องมาเบียดกันซื้อในช่วงพักกลางวัน

 

 

 

 

 

 

บรรยากาศ ณ ชุมนุมคณิตศาสตร์

 

 

 

 

(หลีกหน่อยป้า(ขา)ใหญ่มา)

 

 

 

โต๊ะเรียนของข้าพเจ้า...

 เขียนเฟรนด์ชิพเสร็จก็หยิบกล้องขึ้นมาถ่าย (รกมากมาย)

 

 

 

 

 

 

คุณ เหลือ(ง) สุนัขแสนรู้

เป็นรักแรกพบของข้าพเจ้า เรารู้จักกันมาร่วมสามปีเศษ ทุกครั้งที่ข้าพเจ้าท้อแท้ คุณ เหลือ(ง)ก็จะคอยให้กำลังใจ

ไม่ได้โม้นะ ถ้าเศร้าๆ ลองนั่งกอดเข่าข้างๆคุณ เหลือ(ง) สิ เขาจะยกขาหน้ามาแตะบ่าปลอบใจคุณ (ประมาณ ตูหิว! เอาหนมมากินหน่อยเซะ!)

 

 

 

 

 

 

สุดท้าย...

(จริงๆแล้วมีเยอะกว่านี้แต่ขี้เกียจลง)

 

 

 

 

 

 

ทางเดินกลับบ้าน มีลุงยามผู้ใจดี (ตัวสูงมาก) คอยดูแลสอดส่องความปลอดภัยให้เด็กนักเรียนผู้น่ารักอย่างเราๆ พ้น ไปจากโรงเรียนโดยสวัสดิภาพ

 

 

 

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

 

ภาพสุดห่วยโดยข้าพเจ้าเอง ฝีมือยังด้อยนัก

 

 ........

 

......

 

....

 

..

 

.

 

 

จุ๊กกะดุ๋ยจัง

 

เธอช่างน่ารักและบอบบาง...

 

 

 

 

 

 

ใครกันหนอจับกระต่ายน้อยผู้น่ารักยัดใต้โต๊ะได้ลงคอ...

 

 

 

 

 

 

แม้เธอจะไม่มีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้แล้วก็ตาม แต่เธอก็จะยังคงอยู่ในใจของพวกเราตลอดไป...

 

 

...ร่วมไว้อาลัยแด่ จุ๊กกะดุ๋ย ผู้น่ารัก...

 

 

edit @ 20 Mar 2009 23:33:49 by GuTsu

วันนี้... อาจเป็นวันธรรมดาที่หลายคนไม่รู้สึกอะไร...

เราก็เช่นกัน...

สิ่งที่แตกต่างจากธรรมดา คือชีวิตเล็กๆชีวิตหนึ่งที่จากไป...

 

'น้องต่าย' นั่นคือชื่อที่เราเรียกกระต่ายตัวนั้นเป็นประจำ

ความจริงเราก็ไม่ได้เป็นคนเลี้ยงมันหรอก

เพื่อนคนหนึ่งในห้องซื้อมาเพราะเห็นว่ามันน่ารัก... (และมันก็น่ารักมากๆ)

แต่แม่ไม่ให้เลี้ยง จึงต้องแอบเลี้ยงไว้

ในหนึ่งของอาทิตย์ที่แล้ว ก็ได้นำมาที่โรงเรียน

เพื่อจะฝากเพื่อนอีกคนกลับไปเลี้ยงที่บ้าน...

ตัวของมันเล็กเท่าฝ่ามือ และดูอ่อนแอ...

เวลามันเดิน ขาสองข้างของมันจะแบะออกแบบแปลกๆ

ซึ่งเราคิดว่ากระต่ายทั่วไปไม่น่าจะเป็นแบบนี้... (หรือตัวนี้มันไม่ทั่วไป)

เพื่อนบอกที่ขามันเป็นอย่างนั้นเพราะพื้นลื่น... ก็อาจจะจริง

ด้วยความน่ารักของมัน กระต่ายตัวนี้จึงเป็นรักใคร่ของทุกคน

เราก็เช่นกัน... ด้วยความที่มันน่ารักมากๆ เราจึงถ่ายภาพมันไว้ในท่าทางต่างๆ

เวลาเที่ยงหลังกินข้าวเสร็จ เราก็จะไปเล่นกับมัน เช่นเดียวกับหลายคน

หลายครั้งที่คิดว่ามันอาจจะเฉามือตาย

แต่ก็คิดว่าคงไม่หรอกมั้ง แค่นี้คงไม่เป็นไรหรอก...

แต่แล้วเราก็คิดผิด

อาทิตย์ต่อมาในตอนเช้า

เราก็ได้รู้ว่ามันไปดีแล้ว

เพื่อนคนเลี้ยงบอกว่า พอเมื่อคืนเปิดกล่องออกมามันก็ตายแล้ว

ไม่รู้ว่ามันตายเพราะอะไร... ไม่รู้ว่ากล่องนั้นมีอากาศพอให้มันหายใจหรือไม่...

มันอาจจะเฉามือตายจริงๆก็ได้...

 

แต่ก็ช่างเถอะ... เราได้แต่คิดแบบนี้ เพราะไม่เห็นว่าเป็นเรื่องใหญ่โตอะไรนัก

แม้จะเป็น แค่กระต่าย แต่ก็เป็นชีวิตหนึ่ง

หนึ่งชีวิตที่จากไปแล้วและไม่มีวันกลับมา...

มันอาจจะดูเวอร์เกิน ที่มาเขียนบล็อกเล่าเรื่องของมันแบบนี้

แต่ที่เราไม่พอใจที่สุด คือเราแทบไม่รู้สึกอะไรเลยกับการจากไปของมัน...

หรือเพราะเวลาที่อยู่ด้วยกันนั้นสั้นเกินไปนะ...

 

ขอโทษสำหรับคนรักกระต่าย ที่ใช้สรรพนามเรียกแทนว่า มัน

ขอโทษน้องกระต่าย ที่ไม่ค่อยรู้สึกอะไรกับการจากไปเท่าไหร่

 ที่มาเขียนบล็อกในครั้งนี้...

ก็เพื่อระลึกถึง...

ว่าครั้งหนึ่ง... ยังเคยมีกระต่ายตัวหนึ่ง... อยู่ที่ห้อง ม.3

ก็เท่านั้น...

 

ร่วมไว้อาลัยแด่น้องต่ายผู้น่ารัก... น้องต่ายจะยังคงอยู่ในความทรงจำของพวกเราตลอดไป...